ภูหลวง
เป็นที่ใฝ่ฝันว่าจะไปให้ได้มาหลายปีแล้ว มาปี 2547
นี้วางแผนล่วงหน้าเป็นเดือน
ขั้นแรกส่งจดหมายไปขออนุญาติเข้าไปพักที่โคกนกกระบา
ติดต่อขออนุญาตเพื่อเข้าไปศึกษาธรรมชาติที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงได้ที่ สำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่า
โทร. 0-2561-4835 ถ้าเรามีหนังสือไปด้วยถึงจะพักข้างบนได้
แต่ถ้าจะกางเต้นท์ต้องกางที่ด่านล่างไม่ต้องขออนุญาติ
ขึ้นไปเที่ยวต้องขึ้นไปอีก 9 ก.ม.
เช้าวันอาทิตย์หลังวันเด็กหนึ่งวัน
ถึงที่ทำการโคกนกกระบา
ตื่นตาตื่นใจกับกุหลาบแดงที่บานเต็มต้น
(ไม่เคยเจอ)
หลังจากติิดต่อเจ้าหน้าที่หาบ้านได้แล้วจัดการขนสัมภาระเ่ข้าบ้านพัก
ไม่ต้องเสียค่าบ้านพักครับ ฟรี มีผ้าห่มห้องน้ำในตัว
มีน้ำอุ่นด้วย(แต่เสีย) เสร็จแล้วมาทานข้าวเช้าที่โรงอาหาร
ไม่ต้องจ่ายเงิน(ดีไหม)
ค่าอาหารทั้งหมดจะชำระตอนกลับ อาหารเช้า-เที่ยง
หัวละ 50 บาท ตอนเย็นหัวละ 100 กว่าบาท จำไม่ได้
(ไม่เกิน 150 บาท) ตอนเย็นอาหารอร่อยมาก
อาหารเต็มโต๊ะ เติมได้ตลอด
โดยเฉพาะเห็ดหอมสดทางภูเรือเขาเพาะขายกัน
คนเสริฟตอนเย็นก็เจ้าหน้าที่นำทางนั่นแหละดูแลตลอด
จนกว่าจะไปนอน ดีจริงๆ
หลังจากได้ข้าวห่อกลางวันคนละถุงน้ำคนละขวด
ก็ออกเดินทางกันได้เลย
จุดหมายปลายทางคือผาเตลิ่น
ระยะทางไปกลับ 7 ก.ม.
จากที่ทำการเดินผ่านสถานีทวนสัญญาณ ช่อง 7
เดินสบายๆ แวะชมวิวที่ ผาช้างผ่านและผาสมเด็จ
ตลอดสองข้างทางมีพันธุ์ไม้ต่างๆ ให้ศึกษาตลอดทาง
กล้วยไม้ออกดอก ต้นเมเปิ้ล
ที่ผาสมเด็จจุดนี้มองเห็นวิวผาเตลิ่นเป็นชั้น ๆ
ลดหลั่นสวยมาก มีเมฆลอยมาปะทะเรื่อยๆ
ดอกกุหลาบแดงที่นี่มีมากแต่บานยังไม่หมด
พักทานอาหารเที่ยงกันที่นี่
จากนั้นเดินทางต่อไปยังผาเตลิ่น
เส้นทางเดินป่าที่นี่เป็นธรรมชาติมาก
บางช่วงต้องบุกฝ่าป่าไม้ที่รกคลุมเส้นทางเดินแคบ ๆ
มีความรู้สึกว่าได้สัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง
เดินผ่านป่าดิบชื้น
ก่อนที่จะเข้าป่าดิบเขาสลับกับทุ่งหญ้า
ก่อนถึงผาเตลิ่นต้องเดินเลาะหน้าผาบนเส้นทางที่เป็นหินก้อนใหญ่
ๆ เส้นทางค่อนข้างอันตรายเนื่องจากเลียบหน้าผา
มีเรื่องแปลกอยู่เรื่องนึง
มีรอยเท้าควายที่พื้นด้วย กลัวเป็นควายป่า
เพราะรอยเท้าสดมาก ย่ำไปทั่ว
สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า
เป็นควายบ้านที่ชาวบ้านลักลอบมาปล่อยพักไว้
หรือว่าเลี้ยงไว้ แล้วหลุดสูญหาย
เลยกลายเป็นความป่าไปเลย ไม่รู้ว่าจะดุหรือเปล่า
ออกจากผาเตลิ่น
เดินทางต่อไปดูรอยเท้าไดโนเสาร์ ตัดทุ่งหญ้าลงเขา
ขากลับผ่านไปทางดงเมเปิลที่ใบร่วงเป็นสีแดงเต็มไปหมด
ผ่านดินโป่งมีรอยสัตว์ลงมากิน ตัดเข้าธารน้ำเล็กๆ
เดินตามทางน้ำไปเรื่อยๆ
ก้าวข้ามก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่าก่อนจะออกถนนใหญ่
จากจุดนี้ต้องเดินตามถนนขึ้นเขาอีก 3 กิโลเมตร
ถ้ามีคนขับรถนัดเขามารับได้เลย รวมระยะทาง 7
กิโลเมตร
กลับไปถึงที่พักยังมีแรงไปเดินที่ลานสุริยันอีก 2
กิโลเมตร เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติสั้นๆ
เป็นสวรรค์ของกล้วยไม้จริงๆ ผ่านสวนหิน ต้นเมเปิ้ล
น้ำตก ป่าดิบชื้น ผาเอียง พระตำหนัก
เช้าวันที่สอง อาหารคือข้าวต้มร้อนๆ
กาแฟชงเอง วันนี้ต้องเดิน 10 กิโลเมตร
ผ่านลานสุริยัน แวะเข้าถ้ำใต้น้ำตก
ทางเข้าลำบากมากเลย
ออกจากน้ำตกเดินต่อไปลานสนพันปี
ผ่านยอดเขาที่มีเมฆลอยผ่านตัวเราเห็นๆ เลย
เดินสบายๆ เป็นที่ราบบนยอดเขา ต้นไม้แคระแกรน
มีขี้หมาไนด้วยเต็มไปด้วยขนเก้ง
คนนำทางบอกหมาไนก็กลัวคนเหมือนกัน
แต่ได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังว่
ที่ภูกระดึงหมาไนมันตามมาเป็นฝูงเลยตอนหัวค่ำขากลับที่พัก
รู้สึกเสียวๆเหมือนกัน
ถึงลานสนพันปีพักทานข้าวกลางวันที่นี่
นอนเล่นบนก้อนหินปล่อยอารมณ์ให้อาหารย่อยสักหน่อย
ออกจากลานสนขึ้นเขาไปเรื่อยๆ เริ่มลำบากแล้ว
เหนื่อยมากพักเป็นระยะ ไปจนถึงผาโคกนกกระบา
พักกันครู่ใหญ่ดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ที่ดั้นด้นมา
จากที่นี่ตัดทางลงเขาจะไปดงกุหลาบขาว
มีต้นไม้ใหญ่ต้นนึงรองเท้านารีอินทนนท์เกาะเต็มต้น
ไม่ต่ำกว่า 10 จุด ออกดอกสพรั่ง
สวยมากทางเดินต้องเดินเรียงเดี่ยวผ่านป่าไผ่เข้าไปชม
ส่วนดงกุหลาบขาวพื้นที่หลายไร่
เสียดายมีแต่ดอกตูมยังไม่บาน
แต่ละต้นมีดอกเป็นร้อยเลย
เจ้าหน้าที่บอกต้องรอให้ฝนตกสักสองสามครั้งจะบานเต็มทุ่งเลย
กลับมาถึงที่พักโทรมมาเลย
อาหารเย็นมื้อนี้แค่สามจานเอง
เมื่อคืนฝนตก
เช้าวันนี้เปิดประตูห้องออกมาตกใจหมด
ควันลอยเข้ามาเต็มไปหมด นึกว่าใครมาก่อไฟแถวนี้
ปรากฏว่าเป็นหมอกปลิวมาเหมือนควันไฟเลย
เช้านี้เป็นวันเดินทางกลับ
เลยเดินไปเล่นที่ผาเอียง เส้นทางหลังโรงอาหาร
มองไม่ค่อยเห็นอะไรนัก
เพราะยังเช้าอยู่กับหมอกที่หนามาก
ที่นี่เป็นเส้นทางสั้นๆ สำหรับเดินชมธรรมชาติ
จะเจอต้นเมเปิ้ล น้ำตกหายไปไหน ป่าดิบชื้น มอส
ไลเคน ขึ้นเต็มไปหมด
ถ้าเดินเลยไปอีกหน่อยก็จะเข้าป่ากล้วยไม้ 3
โมงเช้าแล้วหมอกยังไม่จางเลย
กลับมาที่พักขนของขึ้นรถ
อาหารเช้าจะแวะทานที่ภูเรือ
มีหวาดเสียวตอนขากลับลงจากภู
ถนนปูนเปียกน้ำรถลงเขามาเรื่อยๆ ไม่ได้ขับเร็ว
แต่มาลื่นตรงโค้งสงสัยแตะเบรคหน่อยนึง
ท้ายจะแซงล้อหน้า
บังคับฝืนไปมาสามสี่ครั้งรถส่ายไปส่ายมาเลื้อยเป็นงูเลย
ไม่ได้ขับเร็วอะไร ดีบังคับรถตั้งลำได้
ไม่งั้นต้องไปนอนในร่องข้างทางแน่ๆ
หลุดจากร่องก็เป็นเหวลงไป
สาเหตุส่วนนึงคือยางรถเป็นแบบกึ่งออฟโร๊ด
ไม่ค่อยเกาะถนนนัก กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ
จบบันทึกภูหลวงเพียงเท่านี้
คราวหน้าจะไปเยี่ยมใหม่ จะไปเส้นโหล่นแต้
ไปดูผากบ ฯลฯ เป็นที่ี่เที่ยวสมัยก่อน
ทางขึ้นเก่าอยู่ทางด้านวังสะพุง แต่โดนปิดไปแล้ว
เพราะนักท่องเที่ยวไม่รับผิดชอบ ขยะเต็มป่า
จำเป็นต้องเดินจากที่ทำการโคกนกกระบา ฝั่งภูเรือไป
ระยะทางไปกลับ 50 ก.ม. |