หน้าแรก
 ภาคเหนือ
 ภาคกลาง
 ภาคตะวันออก
 ภาคตะวันตก
 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 ภาคใต้


 
ภูหลวง มรกตแห่งอิสาน (ไปครั้งแรก) (ไปครั้งที่ 2 ภูหลวงรีเทิร์น)
ภูหลวงมีความหมายว่าเขาที่สูงใหญ่ หรือหมายถึงภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน เกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลกและดินส่วนที่อ่อนพัดพาลงสู่พื้นที่ส่วนต่ำ ภูหลวงประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2517 มีพื้นที่ประมาณ 560,593 ไร่ สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ราบสูง อากาศเย็นตลอดปี ตั้งอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูหลวง ฤดูกาลบนภูหลวงมี 3 ฤดูเหมือนพื้นราบแต่ระดับอุณหภูมิต่างกัน ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-24 องศาเซลเซียสจะมีดอกไม้ที่มีสีสันเจิดจ้าสวยงามเช่นเอื้องตาเหิน กล้วยไม้ป่าดอกขาว กุหลาบขาวและกุหลาบแดง ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม อุณหภูมิใกล้เคียงหรือสูงกว่าหน้าร้อนเล็กน้อยจะมีดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ สีชมพูอมม่วงขึ้นแซมตามทุ่งหญ้าและเทียนน้อย ฤดูหนาวอุณหภูมิลดลงมาก เฉลี่ย 0-16 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม บางวันอุณหภูมิลดลงถึง –4 องศาเซลเซียสจะมีก่วมแดงหรือที่รู้จักกันว่าเมเปิ้ล จะเปลี่ยนสีแดง แล้วผลัดใบ ตามพื้นดินจะเห็นต้นกระดุมเงินและรองเท้านารีปีกแมลงปอขึ้นอยู่บนก้อนหินและตามพื้นป่าดิบเขา ด้านตะวันออกของเทือกภูหลวงมีการค้นพบซากหินรอยเท้าไดโนเสาร์อายุกว่า 120 ล้านปี นอกจากนี้ยังมีป่าหลากชนิด เช่น ป่าผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา แต่ป่าที่โดดเด่นที่สุดบนภูหลวง คือป่าสนสองใบ สนสามใบ และทุ่งหญ้าตามพื้นที่ราบ เนินเขาและลานหิน

การเดินทางขึ้นภูหลวง จากจังหวัดเลยไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จากจังหวัดเลยไปตามเส้นทางสายเลย-ภูเรือ ระยะทางประมาณ 36 กิโลเมตร ถึงบ้านสามตม แล้วแยกซ้ายที่บ้านสามตมไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

ถ่ายรูปคู่กับ กุหลาบแดงบานเต็มต้น หน้าที่ทำการโคกนกกระบา กุหลาบแดง กุหลาบขาว กล้วยไม้ เป็นสิ่งคู่กันกับภูหลวง แต่ที่ผาต่างๆ ยังไม่บานเต็มที่เลย สงสัยตรงนี้ได้น้ำจากเจ้าหน้าที่หรือเปล่าก็ไม่รู้

ผาในรูปคือจุดชมวิวผาสมเด็จ มองไปเห็นผาเตลิ่น จุดหมายปลายทางที่ต้ัองไป ทางเดินบนยอดเขาเป็นป่าดิบเขาสลับกับทุ่งหญ้า พักทานข้าวกลางวันที่นี่ใต้ต้นกุหลาบแดง
เมื่อหลุดจากถนนลาดยางอย่างดี ก็เ่ข้าป่าใหญ่ที่ร่มครึ้ม อุดมไปด้วยไม้ใหญ่ จากจุดนี้ไปอีกไม่กี่โลก็เจอถนนซีเมนต์ รถเก๋ง รถตู้เข้าถึงที่ทำการโคกนกกระบาได้
ยอดผาเตลิ่น มองเห็นเมืองข้างล่าง สุดยอดเลย มีเมฆลอยมาชนหน้าผาตลอด ถูกตัวเรารู้สึกเย็นสบาย ใบเมเปิ้ลสีแดงสด หรือก่วมแดง แต่ที่เลยเขาเรียกอะไรผมก็จำไม่ได้ คล้ายๆกับเพลิงหรือไฟนี่แหละ เจ้าหน้าที่บอกว่าเวลามองไกลๆ เหมือนเปลวไฟ
ข้าวตอกฤาษีเต็มพื้นไปหมด เป็นพืชตระกูลมอส(ไม่แน่ใจ)ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แสดงถึงความชุ่มชื้นของป่าใหญ่ ที่ดอยอินทนนท์ก็มี
ใครไม่เคยเห็นป่าดงดิบมาดูได้เลย หน้าฝนมีทากด้วย แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า รอยเท้าไดโนเสาร์ เจ้าหน้าที่เทน้ำใส่ให้ดูชัดขึ้น มีอยู่หลายรอยเหมือนกัน ใบเมเปิ้ลร่วงเต็มทางเดินไปหมด จากจุดนี้ก็ไปดูดินโป่งที่สัตว์ลงมากินดิน ดินโป่งคือดินมีเกลือผสมอยู่ นี่ก็ฟลุ๊กมากที่มาเจอ ไม่รู้จะเรียกตัวอะไรดี ผิวเหมือนยางเลย อยู่ที่ชื้น ร่องน้ำ เรียกง่ายๆ ว่าตัวซาราเมนเดอร์ภูหลวง แล้วกัน

นั่งทอดอารมณ์ หลังอาหารกลางวันผ่านไป โอ้เอ้อยู่นานหน่อย เพราะเย็นสบาย ที่นี่เป็นลานสนพันปี สวยอย่าบอกใคร แต่ก็มีไฟไหม้ ต้นเล็กทำท่าจะโตโดนไฟลามเลยตาย ที่นี่เก็บได้ปลอกกระสุนลูกซอง เก่าหน่อย แสดงว่ามีการลักลอบมาล่าสัตว์ แต่ปัจจุบันอาจจะไม่มีก็ได้ มีเนินเล็กๆ มีต้นสนขึ้นเต็มเลยเดินไปดู เห็นวิวลานสนกว้างไกล มีรอยเท้าช้างเต็มไปหมด

เดินถึงผาเตลิ่นซะที ต้นไม้ตรงหน้าผาคือกุหลาบแดง ยังไม่บาน (ภาพถ่ายของการท่องเที่ยวถ่ายนะจุดนี้สวยมาก กุหลาบแดงบานเต็มไปหมด) ลมเย็นสบาย ไม่มีไม้ใหญ่ให้ร่ม เพราะเป็นยอดเขา พื้นมีแต่หิน ต้นไม้แคระแกรน มีหินแหลมยื่นออกไปหน้าผาคล้ายๆ กับผาหำหดที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง เหมาะกับการถ่ายรูปมาก มองไกลไปข้างหน้าจะเห็นสันเขาซ้อนกัน 3 ลูก ไล่สีกันไป สุดยอดจริงๆ (มียอดสูงกว่านี้คือภูยองภู)

ภูหลวง เป็นที่ใฝ่ฝันว่าจะไปให้ได้มาหลายปีแล้ว มาปี 2547 นี้วางแผนล่วงหน้าเป็นเดือน ขั้นแรกส่งจดหมายไปขออนุญาติเข้าไปพักที่โคกนกกระบา ติดต่อขออนุญาตเพื่อเข้าไปศึกษาธรรมชาติที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงได้ที่ สำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่า โทร. 0-2561-4835 ถ้าเรามีหนังสือไปด้วยถึงจะพักข้างบนได้ แต่ถ้าจะกางเต้นท์ต้องกางที่ด่านล่างไม่ต้องขออนุญาติ ขึ้นไปเที่ยวต้องขึ้นไปอีก 9 ก.ม.

เช้าวันอาทิตย์หลังวันเด็กหนึ่งวัน ถึงที่ทำการโคกนกกระบา ตื่นตาตื่นใจกับกุหลาบแดงที่บานเต็มต้น (ไม่เคยเจอ) หลังจากติิดต่อเจ้าหน้าที่หาบ้านได้แล้วจัดการขนสัมภาระเ่ข้าบ้านพัก ไม่ต้องเสียค่าบ้านพักครับ ฟรี มีผ้าห่มห้องน้ำในตัว มีน้ำอุ่นด้วย(แต่เสีย) เสร็จแล้วมาทานข้าวเช้าที่โรงอาหาร ไม่ต้องจ่ายเงิน(ดีไหม) ค่าอาหารทั้งหมดจะชำระตอนกลับ อาหารเช้า-เที่ยง หัวละ 50 บาท ตอนเย็นหัวละ 100 กว่าบาท จำไม่ได้ (ไม่เกิน 150 บาท) ตอนเย็นอาหารอร่อยมาก อาหารเต็มโต๊ะ เติมได้ตลอด โดยเฉพาะเห็ดหอมสดทางภูเรือเขาเพาะขายกัน คนเสริฟตอนเย็นก็เจ้าหน้าที่นำทางนั่นแหละดูแลตลอด จนกว่าจะไปนอน ดีจริงๆ หลังจากได้ข้าวห่อกลางวันคนละถุงน้ำคนละขวด ก็ออกเดินทางกันได้เลย

จุดหมายปลายทางคือผาเตลิ่น ระยะทางไปกลับ 7 ก.ม. จากที่ทำการเดินผ่านสถานีทวนสัญญาณ ช่อง 7 เดินสบายๆ แวะชมวิวที่ ผาช้างผ่านและผาสมเด็จ ตลอดสองข้างทางมีพันธุ์ไม้ต่างๆ ให้ศึกษาตลอดทาง กล้วยไม้ออกดอก ต้นเมเปิ้ล ที่ผาสมเด็จจุดนี้มองเห็นวิวผาเตลิ่นเป็นชั้น ๆ ลดหลั่นสวยมาก มีเมฆลอยมาปะทะเรื่อยๆ ดอกกุหลาบแดงที่นี่มีมากแต่บานยังไม่หมด พักทานอาหารเที่ยงกันที่นี่ จากนั้นเดินทางต่อไปยังผาเตลิ่น เส้นทางเดินป่าที่นี่เป็นธรรมชาติมาก บางช่วงต้องบุกฝ่าป่าไม้ที่รกคลุมเส้นทางเดินแคบ ๆ มีความรู้สึกว่าได้สัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง เดินผ่านป่าดิบชื้น ก่อนที่จะเข้าป่าดิบเขาสลับกับทุ่งหญ้า ก่อนถึงผาเตลิ่นต้องเดินเลาะหน้าผาบนเส้นทางที่เป็นหินก้อนใหญ่ ๆ เส้นทางค่อนข้างอันตรายเนื่องจากเลียบหน้าผา มีเรื่องแปลกอยู่เรื่องนึง มีรอยเท้าควายที่พื้นด้วย กลัวเป็นควายป่า เพราะรอยเท้าสดมาก ย่ำไปทั่ว สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า เป็นควายบ้านที่ชาวบ้านลักลอบมาปล่อยพักไว้ หรือว่าเลี้ยงไว้ แล้วหลุดสูญหาย เลยกลายเป็นความป่าไปเลย ไม่รู้ว่าจะดุหรือเปล่า

ออกจากผาเตลิ่น เดินทางต่อไปดูรอยเท้าไดโนเสาร์ ตัดทุ่งหญ้าลงเขา ขากลับผ่านไปทางดงเมเปิลที่ใบร่วงเป็นสีแดงเต็มไปหมด ผ่านดินโป่งมีรอยสัตว์ลงมากิน ตัดเข้าธารน้ำเล็กๆ เดินตามทางน้ำไปเรื่อยๆ ก้าวข้ามก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่าก่อนจะออกถนนใหญ่ จากจุดนี้ต้องเดินตามถนนขึ้นเขาอีก 3 กิโลเมตร ถ้ามีคนขับรถนัดเขามารับได้เลย รวมระยะทาง 7 กิโลเมตร กลับไปถึงที่พักยังมีแรงไปเดินที่ลานสุริยันอีก 2 กิโลเมตร เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติสั้นๆ เป็นสวรรค์ของกล้วยไม้จริงๆ ผ่านสวนหิน ต้นเมเปิ้ล น้ำตก ป่าดิบชื้น ผาเอียง พระตำหนัก

เช้าวันที่สอง อาหารคือข้าวต้มร้อนๆ กาแฟชงเอง วันนี้ต้องเดิน 10 กิโลเมตร ผ่านลานสุริยัน แวะเข้าถ้ำใต้น้ำตก ทางเข้าลำบากมากเลย ออกจากน้ำตกเดินต่อไปลานสนพันปี ผ่านยอดเขาที่มีเมฆลอยผ่านตัวเราเห็นๆ เลย เดินสบายๆ เป็นที่ราบบนยอดเขา ต้นไม้แคระแกรน มีขี้หมาไนด้วยเต็มไปด้วยขนเก้ง คนนำทางบอกหมาไนก็กลัวคนเหมือนกัน แต่ได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังว่ ที่ภูกระดึงหมาไนมันตามมาเป็นฝูงเลยตอนหัวค่ำขากลับที่พัก รู้สึกเสียวๆเหมือนกัน ถึงลานสนพันปีพักทานข้าวกลางวันที่นี่ นอนเล่นบนก้อนหินปล่อยอารมณ์ให้อาหารย่อยสักหน่อย ออกจากลานสนขึ้นเขาไปเรื่อยๆ เริ่มลำบากแล้ว เหนื่อยมากพักเป็นระยะ ไปจนถึงผาโคกนกกระบา พักกันครู่ใหญ่ดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ที่ดั้นด้นมา จากที่นี่ตัดทางลงเขาจะไปดงกุหลาบขาว มีต้นไม้ใหญ่ต้นนึงรองเท้านารีอินทนนท์เกาะเต็มต้น ไม่ต่ำกว่า 10 จุด ออกดอกสพรั่ง สวยมากทางเดินต้องเดินเรียงเดี่ยวผ่านป่าไผ่เข้าไปชม ส่วนดงกุหลาบขาวพื้นที่หลายไร่ เสียดายมีแต่ดอกตูมยังไม่บาน แต่ละต้นมีดอกเป็นร้อยเลย เจ้าหน้าที่บอกต้องรอให้ฝนตกสักสองสามครั้งจะบานเต็มทุ่งเลย กลับมาถึงที่พักโทรมมาเลย อาหารเย็นมื้อนี้แค่สามจานเอง

เมื่อคืนฝนตก เช้าวันนี้เปิดประตูห้องออกมาตกใจหมด ควันลอยเข้ามาเต็มไปหมด นึกว่าใครมาก่อไฟแถวนี้ ปรากฏว่าเป็นหมอกปลิวมาเหมือนควันไฟเลย เช้านี้เป็นวันเดินทางกลับ เลยเดินไปเล่นที่ผาเอียง เส้นทางหลังโรงอาหาร มองไม่ค่อยเห็นอะไรนัก เพราะยังเช้าอยู่กับหมอกที่หนามาก ที่นี่เป็นเส้นทางสั้นๆ สำหรับเดินชมธรรมชาติ จะเจอต้นเมเปิ้ล น้ำตกหายไปไหน ป่าดิบชื้น มอส ไลเคน ขึ้นเต็มไปหมด ถ้าเดินเลยไปอีกหน่อยก็จะเข้าป่ากล้วยไม้ 3 โมงเช้าแล้วหมอกยังไม่จางเลย กลับมาที่พักขนของขึ้นรถ อาหารเช้าจะแวะทานที่ภูเรือ มีหวาดเสียวตอนขากลับลงจากภู ถนนปูนเปียกน้ำรถลงเขามาเรื่อยๆ ไม่ได้ขับเร็ว แต่มาลื่นตรงโค้งสงสัยแตะเบรคหน่อยนึง ท้ายจะแซงล้อหน้า บังคับฝืนไปมาสามสี่ครั้งรถส่ายไปส่ายมาเลื้อยเป็นงูเลย ไม่ได้ขับเร็วอะไร ดีบังคับรถตั้งลำได้ ไม่งั้นต้องไปนอนในร่องข้างทางแน่ๆ หลุดจากร่องก็เป็นเหวลงไป สาเหตุส่วนนึงคือยางรถเป็นแบบกึ่งออฟโร๊ด ไม่ค่อยเกาะถนนนัก กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ จบบันทึกภูหลวงเพียงเท่านี้

คราวหน้าจะไปเยี่ยมใหม่ จะไปเส้นโหล่นแต้ ไปดูผากบ ฯลฯ เป็นที่ี่เที่ยวสมัยก่อน ทางขึ้นเก่าอยู่ทางด้านวังสะพุง แต่โดนปิดไปแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวไม่รับผิดชอบ ขยะเต็มป่า จำเป็นต้องเดินจากที่ทำการโคกนกกระบา ฝั่งภูเรือไป ระยะทางไปกลับ 50 ก.ม.

เอื้องตาเหิน อยู่ข้างทางเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ใกล้ที่ทำการโคกนกกระบา รองเท้านารีอินทนนท์ ดอกใหญ่สวยมาก กอนี้มีสองดอก อยู่กับซอกหิน กุหลาบแดง ส่วนกุหลาบขาวลักษณะคล้ายๆ กัน แต่เป็นสีขาว ขนาดดอกกุหลาบใหญ่ เป็นตระกูลกุหลาบพันปี เอื้องสำเภางามขึ้นอยู่ทั่วไป ออกดอกปีละ 2 ครั้ง ถ้าจำไม่ผิด
ต้องเรียกว่ามุดเข้าไปในดงกุหลาบขาว เสียดายยังไม่บาน ดอกตูมเต็มต้นไปหมด ขนาดประมาณเหรียญบาท ต้นนึงมีดอกตูมมากกว่าสองร้อยดอกก็แล้วกัน ต้องเจอฝนสักสองสามทีบานเต็มต้นเลย ทางเดินตัดไปตามร่องน้ำไหล รกครึ้มมาก ก้าวเดินตามก้อนหินริมห้วยไปเรื่อยๆ ตะไคร่่น้ำเกาะเต็มต้องระวัง กุหลาบแดงกอใหญ่ แถวที่ทำการฯ มุดเข้าไปท่ามกลางป่าไผ่ เป็นอาหารช้างอย่างดี ช่องทางที่เดินคือช่องทางที่ช้างเดินหากินประจำ ขี้ช้างเต็มไปหมด มีรอยช้างเดินเบียดต้นไม้ตลอดทาง
ข้อมูลเพิ่มเติม
ดอกไม้บนภูหลวงตามฤดูในเดือนต่าง ๆ
ฤดูร้อน กุมภาพันธ์-เมษายน
เอี้องลีลา มีดอกราวเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม
เอี้องตาเหิน มีดอกราวเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
เอื้องไข่ มีดอกราวเดือนเมษายน
เอื้องคลั่งแสด มีดอกราวเดือนมีนาคม-เมษายน
เอื้องคำ มีดอกราวเดือนเมษายน
เอื้องสีตาล มีดอกราวเดือนกุมภาพันธุ์
เอื้องตีนตะขาบ มีดอกราวเดือนเมษายน
เอื้องเงินหลวง มีดอกราวเดือนมีนาคม
เอื้องคลั่ง มีดอกราวเดือนมีนาคม
เอื้องสายมรกต มีดอกราวเดือนมีนาคม-เมษายน
เอื้องแซะภู มีดอกราวเดือนมีนาคม-เมษายน
เอื้องเมี่ยง มีดอกราวเดือนมีนาคม-เมษายน
เอื้องสายม่วง มีดอกราวเดือนมีนาคม-เมษายน
กุหลาบขาว มีดอกราวเดือนมีนาคม-เมษายน
กุหลาบแดง มีดอกราวเดือนธันวาคม–มกราคม
ส้มแปะ มีดอกราวเดือนมีนาคม–เมษายน
พวงไข่มุก มีดอกราวเดือนมีนาคม-เมษายน
ว่านไก่แดง มีดอกราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
สะเม็ก มีดอกราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
จำปีป่า มีดอกราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
ระยะเวลาที่น่าสนใจที่สุด คือ เดือนมีนาคม-เมษายน

ตื่นแต่เช้ามืด เปิดประตูห้องนอนออกมาตกใจหมด หมอกพัดเข้าอย่างกะควันไฟสุมไว้่ข้างบ้าน หมอกลงจัด เนื่องจากเมื่อคืนฝนตก ประกอบกับลมแรงส่องไฟออกไปดูวังเวงพิกล
ฤดูฝน พฤษภาคม-ตุลาคม
เปราะภู มีดอกราวเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม
เปราะทอง มีดอกราวเดือนกรกฏาคม-ตุลาคม
หญ้าข้าวก่ำ มีดอกราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม
เทียนน้อย มีดอกราวเดือนกรกฎาคม-กันยายน
เทียนภูหลวง มีดอกราวเดือนกรกฏาคม-ตุลาคม
เทียนดง มีดอกราวเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
สาวสนม มีดอกราวเดือนสิงหาคม-ตุลาคม
เอนอ้าน้อย มีดอกราวเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน
ว่านมหาเมฆ มีดอกราวเดือนพฤษภาคม
เอื้องตาเหิน มีดอกราวเดือนมีนาคม-มิถุนายน
หยาดน้ำค้างหรือจอกบ่วาย มีดอกราวเดือนตุลาคม-ธันวาคม
เอื้องม้าวิ่ง มีดอกราวเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
เอื้องพรายงาม มีดอกราวเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน
เอื้องอั้ว มีดอกราวเดือนมีนาคม-สิงหาคม
เอื้องนวลจันทร์ มีดอกราวเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม

ฤดูหนาว พฤศจิกายน-มกราคม
เมี่ยงหลวง มีดอกราวเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์
เมี่ยงอาม มีดอกราวเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์
เหง้าน้ำทิพย์ มีดอกราวเดือนพฤศจิกายน-มกราคม
เอื้องรองเท้านารีปีกแมลงปอ มีดอกราวเดือนพฤศจิกายน-มกราคม
เอื้องรองเท้านารีอินทนนท์ มีดอกราวเดือนธันวาคม-มีนาคม
เอื้องสำเภางาม มีดอกสองระยะราวเดือนสิงหาคม-ตุลาคมและธันวาคม-กุมภาพันธ์
เอื้องดินเนอ มีดอกราวเดือนธันวาคม-มีนาคม
กระดุมเงิน มีดอกราวเดือนพฤศจิกายน-มกราคม
ดอกหรีด มีดอกราวเดือนมกราคม-มีนาคม

ไปครั้งที่ 2 (ภูหลวงรีเิทิร์น)

www.phayak.com
copyright 2002